Back To Top

foto1 foto2 foto3 foto4 foto5
ได้เวลามาโรงเรียน เพียรศึกษา มาหาความรู้เพื่อชีวิตและอนาคตของเรา

NongsangWittayayon

ขยีน ประหยัด ซื่อสัตย์ มีวินัย

Facebook Likebox

Friendly's Links

isangate banner
easyhome banner
krumontree200x75
ipst banner
enter kidsd
banner fontthai
f0nt com

Backend Menu

Visitors Counter

0106016
Today
Yesterday
This Week
Last Week
This Month
Last Month
All days
90
49
316
73880
1433
2115
106016

Your IP: 100.25.43.188
2019-11-14 15:42

ชื่อเรื่อง  รายงานการพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ รายวิชาสุขศึกษา กลุ่มสาระการเรียนรู้สุข

          ศึกษาและพลศึกษา เรื่องพัฒนาการและการเปลี่ยนแปลงของวัยรุ่น ของนักเรียนชั้น

          มัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้

ผู้วิจัย   นายมนตรี  ลีเขียว

โรงเรียน  มัธยมหนองศาลา  ปีที่พิมพ์ 2561

บทคัดย่อ

 

        รายงานการพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ รายวิชาสุขศึกษา กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา เรื่องพัฒนาการและการเปลี่ยนแปลงของวัยรุ่น ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ ในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ รายวิชาสุขศึกษา เรื่องพัฒนาการและการเปลี่ยนแปลงของวัยรุ่นวัยรุ่น โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80  2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ก่อนเรียนและหลังเรียน หลังจากจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้  กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาที่ 2 โรงเรียนมัธยมหนองศาลา อำเภอแก้งคร้อ  จังหวัดชัยภูมิ ภาคเรียนที่ 1    ปีการศึกษา 2561  จำนวน 32 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม (Cluster Sampling) ทั้งนี้เนื่องจากนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไม่แตกต่างกัน  และมีการจัดห้องเรียนโดยคละความสามารถของนักเรียนทั้งเรียนเก่ง  เรียนปานกลาง  และเรียนอ่อน  เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) ชุดกิจกรรมการเรียนรู้  จำนวน 6 ชุด  2) ข้อสอบย่อยประจำชุดกิจกรรมกิจกรรมการเรียนรู้ จำนวน 6 ชุด เป็นข้อสอบชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวนชุดละ 10 ข้อ รวมเป็น 60 ข้อ  3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เป็นข้อสอบชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 40 ข้อ มีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ตั้งแต่ 0.60 ถึง 1.00  มีค่าอำนาจจำแนก (B) รายข้ออยู่ระหว่าง  0.332 ถึง 0.736   มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ โดยใช้วิธีของ Lovett เท่ากับ 0.921  4) แบบวัดความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ แบ่งเป็น 4 ด้าน  ได้แก่  ด้านเนื้อหา  ด้านกิจกรรมการเรียนรู้  ด้านสื่อและแหล่งเรียนรู้  และด้านการวัดและประเมินผล จำนวน 15 ข้อ ความสอดคล้อง (IC)  ถ้าได้ค่าเฉลี่ยตั้งแต่  0.60  ถึง 1.00  มีค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.379 ถึง 0.894  ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับโดยหาสัมประสิทธิ์แอลฟา (a-Coeffcient) ตามวิธีการเท่ากับ 0.916 5) แผนการจัดการเรียนรู้การเรียนรู้  จำนวน 12 แผน 12 ชั่วโมง  สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน

ผลการศึกษาพบว่า

  1. การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ รายวิชาสุขศึกษา เรื่องพัฒนาการและการเปลี่ยนแปลงของวัยรุ่น ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้  จำนวน 6 ชุด 12  ชั่วโมง  โดยภาพรวมมีประสิทธิภาพ เท่ากับ 86.59/85.99 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด 80/80

       

  1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 หลังจากจัดการเรียนรู้ โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้  เรื่องพัฒนาการและการเปลี่ยนแปลงของวัยรุ่น พบว่าคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05
  2. ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2  ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่องพัฒนาการและการเปลี่ยนแปลงของวัยรุ่น โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (   = 4.14)

ชื่อเรื่อง          การประเมินโครงการพัฒนาศักยภาพนักเรียนด้านกีฬาเซปักตะกร้อ  สู่ความเป็นเลิศ

                        โรงเรียนหนองสังข์วิทยายน  สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิ

ผู้ประเมิน      นางกานต์สินี  วิเศษสมบัติ

ตำแหน่ง        รองผู้อำนวยการสถานศึกษา  วิทยฐานะ รองผู้อำนวยการชำนาญการพิเศษ

สถานศึกษา  โรงเรียนหนองสังข์วิทยายน  อำเภอแก้งคร้อ  จังหวัดชัยภูมิ

ปีที่ประเมิน   2561

บทคัดย่อ

                   การประเมินครั้งนี้เป็นการประเมินโครงการพัฒนาศักยภาพนักเรียนด้านกีฬาเซปักตะกร้อ สู่ความเป็นเลิศ โรงเรียนหนองสังข์วิทยายน โดยใช้กรอบการประเมินของ CIPP  MODEL มีวัตถุประสงค์ของการประเมิน คือ 1) เพื่อประเมินคุณค่าของโครงการโครงการพัฒนาศักยภาพนักเรียนด้านกีฬาเซปักตะกร้อ สู่ความเป็นเลิศ โรงเรียนหนองสังข์วิทยายน  2) เพื่อประเมินคุณค่าด้านบริบท 3) เพื่อประเมินคุณค่าด้านปัจจัย กระบวนการ และผลผลิตของโครงการ และ 4) เพื่อศึกษาผลกระทบที่เกิดจากการดำเนินโครงการ แหล่งข้อมูลในการประเมินโครงการ ได้แก่ บุคคลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องในปีการศึกษา 2560  คือ  ผู้อำนวยการสถานศึกษา รองผู้อำนวยการสถานศึกษา  และครูโรงเรียนหนองสังข์วิทยายน จำนวน 24 คน ผู้ปกครองนักเรียนโรงเรียนหนองสังข์วิทยายน จำนวน 30 คน นักเรียนกีฬาตะกร้อ โรงเรียนหนองสังข์วิทยายน จำนวน 30 คน คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน โรงเรียนหนองสังข์วิทยายน ปีการศึกษา 2560  จำนวน  13  คน และเอกสาร หลักฐานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินกิจกรรมตามแผนปฏิบัติการของโครงการทั้ง 5 กิจกรรม วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ และข้อมูลเชิงปริมาณที่ด้วยสถิติ  ค่าเฉลี่ย  ค่าสวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน  และร้อยละ

สรุปผลการประเมินโครงการ

                   ผลการประเมินพบว่า (1) เป็นโครงการที่มีประสิทธิผล  (2)  เป็นโครงการที่มีคุณค่าด้านความเหมาะสม  สามารถนำไปปฏิบัติ และเผยแพร่ให้สถานศึกษาอื่นต่อไปได้  ทั้งนี้เพราะผลการประเมินบริบทของโครงการ  ผลการประเมินโครงการตามวัตถุประสงค์เฉพาะ  และผลจากการศึกษาผลกระทบจากโครงการ  เป็นตามข้อสรุปดังนี้

  1. ผลการประเมินบริบทของโครงการ ได้ข้อสรุป ดังนี้

                         1.1 โครงการบรรลุวัตถุประสงค์ทั่วไป ว่าด้วยการส่งเสริมความสามารถพิเศษด้านกีฬาเซปักตะกร้อคือ นักเรียนที่มีความสามารถพิเศษด้านกีฬาเซปักตะกร้อจำนวน 30 คนได้รับการส่งเสริมตามความสามารถตามความถนัดและความสนใจ ทั้งหมด จำนวน 30 คน คิดเป็นร้อยละ 100  ของนักเรียนที่มีความสามารถพิเศษด้านกีฬาเซปักตะกร้อ การส่งเสริมความสามารถพิเศษด้านกีฬาเซปักตะกร้อจัดขึ้นในลักษณะกิจกรรม 5 กิจกรรม ซึ่งสอดคล้องกับวัตถุเฉพาะ ดังนี้ 

                               1.1.1 กิจกรรมให้ความรู้แก่ครูผู้ฝึกสอน ให้ครูผู้ฝึกสอนเข้าร่วมการอบรมเชิงปฏิบัติการ โดยสามารถนำความรู้และทักษะที่ได้มาใช้ในการฝึกซ้อม และนำนักกีฬาเข้าร่วมการแข่งขันมีผลงานปรากฏเชิงประจักษ์ จนได้รับรางวัลผู้ฝึกสอนยอดเยี่ยมระดับประเทศ 

                                1.1.2 กิจกรรมคัดเลือกนักกีฬาเซปักตะกร้อเน้นคัดเลือกนักเรียนตามความถนัด ความสามารถ และความสนใจโดยเฉพาะ ทำให้ได้นักกีฬาที่ต้องได้รับการส่งเสริมตามสภาพจริง จำนวน 30 คน เพื่อดำเนินการกิจกรรมต่อไป

                                1.1.3  กิจกรรมเข้าค่ายฝึกซ้อมทักษะ จัดกิจกรรมการฝึกซ้อมทักษะกีฬาเซปักตะกร้อสำหรับนักกีฬา 30  คน ได้แก่ การฝึกทักษะประจำวันสำหรับวันที่มาเรียนปกติ  และการฝึกทักษะในวันหยุดเรียน (เสาร์  อาทิตย์  และวันนักขัตฤกษ์)   และการเข้าค่ายเตรียมความพร้อมก่อนการแข่งขัน (1 เดือนก่อนการแข่งขัน) กิจกรรมจัดขึ้นในสถานศึกษาและใช้บุคลากรภายในโรงเรียน   เพื่อเตรียมความพร้อมในการเข้าร่วมการแข่งขันตามรายการต่างๆ

                                1.1.4 กิจกรรมเข้าร่วมแข่งขันรายการต่างๆ ครูผู้ฝึกสอน และครูผู้ช่วย ผู้ฝึกสอนจำนวน 3 คน วางแผนการเข้าร่วมการแข่งขันตามรายการต่างๆ จากแผนการปฏิบัติการตามโครงการ และนำนักเรียนเข้าร่วมการแข่งขันทั้งภายในและภายนอกจังหวัด

                                1.1.5 กิจกรรมประชาสัมพันธ์ เผยแพร่ผลงาน และประเมินผลงาน จัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์กีฬาเซปักตะกร้อของโรงเรียนหนองสังข์วิทยายน โดยมีการส่งสื่อประชาสัมพันธ์ให้แก่สถานศึกษา หน่วยงานราชการ  องค์กรเอกชน  ชุมชน โดยประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับผลงานที่สร้างชื่อเสียงให้กับทีมเซปักตะกร้อโรงเรียนหนองสังข์วิทยายน ที่สามารถสร้างชื่อเสียงในระดับประเทศ 

                         1.2 โครงการบรรลุตามเป้าหมาย คือ

                                1.2.1 ส่งนักเรียนที่มีความสามารถพิเศษด้านเซปักตะกร้อ เข้าร่วมการแข่งขันรายการต่างๆ ทั้งภายในและภายนอกจังหวัด จำนวน 9 รายการ

                                1.2.2 นักเรียนมีสุขภาพแข็งแรง มีระเบียบวินัย มีความรับผิดชอบ และมีน้ำใจนักกีฬา

                                1.2.3 นักเรียนที่เข้าร่วมการแข่งขันตามรายการต่างๆ มีประสบการณ์ตรง และพัฒนาทักษะทางกีฬาได้สูงขึ้น

  1. ผลการประเมินโครงการตามวัตถุประสงค์ ได้ข้อสรุปจากการประเมินปัจจัยการประเมินกระบวนการ และการประเมินผลผลิตของโครงการ แยกตามรายการกิจกรรมแต่ละแผนปฏิบัติการทั้ง 5 กิจกรรม ดังนี้

                                2.1   กิจกรรมการให้ความรู้แก่ครูผู้ฝึกสอน วัตถุประสงค์ชัดเจนมีแนวโน้มสู่ความสำเร็จได้ ดำเนินการตามแผนที่กำหนด ใช้งบประมาณตามความจำเป็นอย่างคุ้มค่า มีการกำกับติดตามการปฏิบัติงาน ผลผลิต คือ สามารถพัฒนาครูผู้ฝึกสอนให้มีความรู้เกี่ยวกับกีฬาเซปักตะกร้อตรงตามวัตถุประสงค์ จึงเป็นกิจกรรมที่มีประสิทธิผล เหมาะสมสอดคล้องกับลักษณะของโครงการและสนองความต้องการจำเป็นในเบื้องต้นของโครงการ

                                2.2 กิจกรรมการคัดเลือกนักเรียนกีฬาเซปักตะกร้อกิจกรรมมีความเหมาะสม เพราะงบประมาณใช้คุ้มค่า เพียงพอ บุคลากรที่เกี่ยวข้องมีความจำเป็นกับการดำเนินกิจกรรม  ถึงแม้เป้าหมายเชิงคุณภาพจะมีจำนวนนักเรียนเพียงบางส่วนจากนักเรียนทั้งหมด  แต่ขั้นตอนการปฏิบัติสามารถคัดเลือกได้นักเรียนที่มีความถนัดและสนใจกีฬาเซปักตะกร้อผลผลิตที่ได้ตรงตามวัตถุประสงค์ คือได้นักเรียนที่มีความสามารถพิเศษด้านกีฬาเซปักตะกร้อ เพื่อได้รับการส่งเสริมตามแผนปฏิบัติการในกิจกรรมต่อไป

                                2.3 กิจกรรมการเข้าค่ายฝึกซ้อมทักษะ การตัดสินคุณค่า มีการจัดกิจกรรมจริงและใช้งบประมาณ 50,000 บาท สถานที่ดำเนินการที่โรงเรียน และมีครูผู้ฝึกสอนเป็นวิทยากร และผู้ควบคุมการฝึกซ้อม ให้ความรู้และทักษะในการแข่งขันกีฬาเซปักตะกร้อสำหรับนักเรียน  เป็นการดำเนินการลักษณะการฝึกซ้อมปฏิบัติจริงตามรูปแบบการแข่งขันกีฬา ผลที่เกิดกับนักเรียนคือ  นักเรียนที่เป็นนักกีฬา 30 คน ได้รับการส่งเสริม ให้ความรู้ ฝึกทักษะต่างๆ ส่งผลให้นักเรียนมีทักษะ  มีความอดทน มีระเบียบวินัย มีความสามัคคี มีน้ำใจนักกีฬา มีความพร้อมเข้าร่วมการแข่งขัน  บรรลุตามวัตถุประสงค์ จัดว่ามีประสิทธิผล มีคุณค่าด้านความเหมาะสม

                                2.4 กิจกรรมการเข้าร่วมแข่งขันตามรายการต่างๆ การตัดสินคุณค่า มีการจัดกิจกรรมจริง และใช้งบประมาณ 50,000 บาท สถานที่ดำเนินการที่โรงเรียน และมีครูผู้ฝึกสอนเป็นวิทยากรและผู้ควบคุมการฝึกซ้อม ให้ความรู้และทักษะในการแข่งขันกีฬาเซปักตะกร้อสำหรับนักเรียน เป็นการดำเนินการลักษณะการฝึกซ้อมปฏิบัติจริงตามรูปแบบการแข่งขันกีฬา  ผลที่เกิดกับนักเรียนคือ นักเรียนที่เป็นนักกีฬา 30 คน ได้รับการส่งเสริม ให้ความรู้  ฝึกทักษะต่างๆ ส่งผลให้นักเรียนมีทักษะ มีความอดทน มีระเบียบวินัย มีความสามัคคี มีน้ำใจนักกีฬา มีความพร้อมเข้าร่วมการแข่งขัน บรรลุตามวัตถุประสงค์ จัดว่ามีประสิทธิผล มีคุณค่าด้านความเหมาะสม

                                2.5 กิจกรรมประชาสัมพันธ์ เผยแพร่ผลงานและการประเมินผลงาน การตัดสินคุณค่า มีการจัดกิจกรรมประกาศเกียรติคุณแก่นักกีฬาเซปักตะกร้อผู้ฝึกสอนนักกีฬาเซปักตะกร้อสถาบัน ดีเด่น ประจำปีการศึกษา 2560 ผู้ฝึกสอนนักกีฬาเซปักตะกร้อนักเรียนนักศึกษาดีเด่นประจำปีการศึกษา 2560 ภายใต้การใช้ทรัพยากรที่ประหยัดคุ้มค่า มีคุณค่าด้านความเหมาะสม

  1. การศึกษาผลกระทบของโครงการ

                                ผลการศึกษาผลกระทบจากการดำเนินกิจกรรม  การส่งเสริมนักเรียนแต่ละกิจกรรมของโครงการส่งเสริมความสามารถพิเศษด้านกีฬาเซปักตะกร้อโรงเรียนหนองสังข์วิทยายน ซึ่งสรุปผลที่เกิดขึ้น ดังนี้

                                การสังเคราะห์ข้อมูลที่เป็นผลกระทบจากการดำเนินกิจกรรมแต่ละกิจกรรมของโครงการส่งเสริมความสามารถพิเศษด้านกีฬาเซปักตะกร้อโรงเรียนหนองสังข์วิทยายน โดยมุ่งศึกษาผลกระทบที่มีต่อโรงเรียน นักเรียน ชุมชน ผู้ปกครอง ครู ผู้บริหาร

                                ผลการจัดกิจกรรมการส่งเสริมความสามารถพิเศษด้านกีฬาเซปักตะกร้อโรงเรียน

หนองสังข์วิทยายน ส่งผลต่อนักเรียนโรงเรียนหนองสังข์วิทยายน จำนวน 30 คน ได้แก่ นักเรียนมีทัศนคติที่ดีต่อกีฬาเซปักตะกร้อ รู้จักการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์  มีน้ำใจเป็นนักกีฬา  นักเรียนเข้าสมัครเป็นนักกีฬาเซปักตะกร้อเพิ่มมากขึ้น  นักเรียนร่วมบริจาคเงินและสิ่งของเพื่อเป็นกำลังใจให้กับนักกีฬา

                                การสังเคราะห์การตัดสินคุณค่าของโครงการและเปรียบเทียบผลผลิต ก่อนและหลังการดำเนินกิจกรรมตามโครงการส่งเสริมความสามารถพิเศษด้านกีฬาเซปักตะกร้อโรงเรียนหนองสังข์วิทยายน ส่งผลต่อโรงเรียนคือ โรงเรียนได้รับคำยกย่องชมเชยเกี่ยวกับการได้รับรางวัลชนะเลิศในการแข่งขันต่าง ๆ เช่น ผลการแข่งขันกีฬาเซปักตะกร้อ ผลการแข่งขันกีฬานักเรียนนักศึกษาชิงแชมป์แห่งประเทศไทย  ผลการแข่งขันกีฬาเยาวชนแห่งชาติ ผลการแข่งขันกีฬา          ชิงแชมป์สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้รับการสนับสนุนทุนการศึกษา มีชื่อเสียงด้านกีฬาเซปักตะกร้อ ได้รับการยอมรับผลงานด้านกีฬาเซปักตะกร้อส่งผลต่อชุมชน  ผู้ปกครอง ครู  ผู้บริหาร ได้แก่ ชุมชนได้รับข่าวสารของโรงเรียน สัมพันธภาพระหว่างโรงเรียนกับชุมชนเป็นไปในทางบวก ผู้ปกครองให้ความสำคัญต่อการส่งเสริมความสามารถพิเศษด้านกีฬาเซปักตะกร้อโรงเรียนหนองสังข์วิทยายน  ผู้ปกครองและชุมชนศรัทธาและไว้วางใจโรงเรียน  ครูผู้ฝึกสอนได้รับความศรัทธาและความเชื่อมั่นจากสถาบันอื่น และมีศักยภาพในการปฏิบัติงานมากขึ้น  ผู้บริหารส่งเสริมและสนับสนุนงบประมาณในการดำเนินกิจกรรม

ชื่องานวิจัย   การพัฒนารูปแบบการนิเทศแบบโค้ชชิ่ง เพื่อส่งเสริมสมรรถนะการทำวิจัยในชั้นเรียน

                         ของครูโรงเรียนหนองสังข์วิทยายน สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิ

ผู้วิจัย             นางกานต์สินี  วิเศษสมบัติ

ตำแหน่ง        รองผู้อำนวยการสถานศึกษา วิทยฐานะ รองผู้อำนวยการชำนาญการพิเศษ

สถานศึกษา  โรงเรียนหนองสังข์วิทยายน  อำเภอแก้งคร้อ  จังหวัดชัยภูมิ

ปีที่ทำการวิจัย  2560-2561

บทคัดย่อ

                         การวิจัยครั้งนี้เป็นการพัฒนารูปแบบการนิเทศแบบโค้ชชิ่ง เพื่อส่งเสริมสมรรถนะการทำวิจัยในชั้นเรียนของครูโรงเรียนหนองสังข์วิทยายน  มีวัตถุประสงค์คือ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันและความต้องการด้านการทำวิจัยชั้นเรียนของครู 2) เพื่อสร้างและพัฒนารูปแบบการนิเทศเพื่อส่งเสริมสมรรถนะการทำวิจัยในชั้นเรียนของครู  3) เพื่อศึกษาผลการใช้รูปแบบการนิเทศแบบโค้ชชิ่งเพื่อส่งเสริมสมรรถนะการทำวิจัยในชั้นเรียนของครู โดยการเปรียบเทียบสมรรถนะการทำวิจัยในชั้นเรียนของครู   และ4) เพื่อประเมินและปรับปรุงรูปแบบการนิเทศแบบโค้ชชิ่งเพื่อส่งเสริมสมรรถนะการทำวิจัยในชั้นเรียนของครู  กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในศึกษาผลการใช้รูปแบบ ได้แก่ ครูผู้สอนโรงเรียนหนองสังข์วิทยายน อำเภอแก้งคร้อ จังหวัดชัยภูมิ จำนวน 25 คน ปีการศึกษา 2560-2561  เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย 1) แบบสอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับสภาพปัจจุบัน ปัญหาและความต้องการในการทำวิจัยในชั้นเรียนของครูผู้สอน 2) แบบสังเคราะห์เอกสารรูปแบบการนิเทศ  3) แบบนิเทศ กำกับติดตาม การพัฒนาครูให้มีความสามารถด้านวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้  4) แบบวัดสมรรถนะการทำวิจัยในชั้นเรียน  และ5)แบบสอบถามความคิดเห็นของครูผู้สอนต่อรูปแบบการนิเทศแบบโค้ชชิ่ง   วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน

สรุปผลการวิจัย

  1. บุคลากรของโรงเรียนมีความเข้มแข็งสามารถปฏิบัติตามภารกิจตามแนวคิด การมีส่วนร่วมและการกระจายอำนาจตามกรอบนโยบายของโรงเรียน มีความประสงค์ที่จะเรียนรู้และทำการวิจัยเพื่อพัฒนาผู้เรียน แต่ยังขาดความรู้ความเข้าใจในการทำวิจัยชั้นเรียน  และเห็นว่างานวิจัยเป็นเรื่องที่ยาก  เนื่องจากต้องทำอย่างต่อเนื่อง
  2. สามารถพัฒนารูปแบบการนิเทศแบบโค้ชชิ่งได้ ดังนี้คือ ดำเนินการอบรมตามโครงการพัฒนาครูให้มีความสามารถวิจัย โดยบูรณาการการอบรมกับกระบวนการนิเทศโรงเรียนหนองสังข์วิทยายน จัดการอบรมทั้ง 4 กระบวนการ คือ  ด้านที่ 1  การวิเคราะห์ปัญหาที่เกิดขึ้นในชั้นเรียน ด้านที่ 2  ขั้นตอนการพัฒนาวิธีการหรือนวัตกรรม  ด้านที่ 3  ขั้นตอนการเก็บรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูล  และด้านที่ 4  การสรุปผลและการเขียนรายงาน โดยผู้วิจัยเป็นผู้กำกับติดตาม การนิเทศในลักษณะของพี่เลี้ยง
  3. ผลการใช้รูปแบบการนิเทศแบบโค้ชชิ่ง พบว่า ครูผู้สอนโรงเรียนหนองสังข์วิทยายน จำนวน 25 คน มีความรู้ความสามารถในเรื่องการวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียน และสามารถปฏิบัติกิจกรรมการวิจัยได้ร้อยละ 100  การฝึกอบรมเป็นการสร้างขวัญกำลังใจให้กับครูให้มีความมั่นใจกระตุ้นโดยการเป็นพี่เลี้ยงที่ดี  พูดคุย  เสนอแนะแนวทางอย่างเป็นธรรมชาติ  และเป็นกันเองระหว่างครูผู้สอน  และผู้นิเทศติดตาม  จะส่งผลต่อการวิจัยที่ตรงประเด็น  ตรงกับปัญหาการวิจัยที่แท้จริง สามารถสร้างแรงจูงใจและความมั่นใจที่ดีโดยมีการนิเทศเป็น 4 ระยะ ดังนี้

ระยะที่ 1  สร้างความตระหนักในการดำเนินการวิจัยและพัฒนา  เป็นกระบวนการที่ออกนิเทศโดยการสอบถามพูดคุยกับครูผู้ทำการวิจัย 

ระยะที่ 2  เป็นระยะที่ผู้บริหารสถานศึกษาติดตามกระบวนการวิจัยเพื่อพัฒนาครูผู้สอน  ติดตามการแก้ปัญหาและให้คำแนะนำวิธีการแก้ไขปัญหาที่หลากหลาย 

ระยะที่ 3  เป็นระยะที่ติดตามความก้าวหน้าในการดำเนินการวิจัยเพื่อพัฒนากระบวนการวิจัยของครูผู้สอน เป็นการให้ข้อเสนอแนะในการบันทึกผลการวิจัยและการสรุปผลการวิจัยอย่างเป็นระบบ 

ระยะที่ 4  เป็นระยะที่ผู้บริหารสถานศึกษาตรวจผลงานวิจัย  และอบรมประชุมโดยให้ครูผู้สอนซักถามปัญหาการดำเนินการ  กระบวนการวิจัย ตลอดถึงแนะนำรูปแบบการเขียนรายงานการวิจัยอย่างเป็นทางการ 

ผลการนิเทศ กำกับติดตาม การพัฒนาครูให้มีความด้านสามารถวิจัยเพื่อพัฒนาการ

เรียนรู้ ของครูผู้สอน พบว่า ครูส่วนใหญ่ มีความรู้ด้านการวิจัยอยู่ในระดับมาก และสมรรถนะการทำวิจัยในชั้นเรียนของครู ก่อนการเข้ารับการพัฒนาตามรูปแบบการนิเทศแบบโค้ชชิ่ง มีคะแนนเฉลี่ย เท่ากับ 20.92 คิดเป็นร้อนละ 69.72 หลังเข้ารับการพัฒนา มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 26.63 คิดเป็นร้อยละ 88.75  มีพิจารณาค่าความต่างของคะแนน พบว่า หลังเข้ารับการพัฒนามีค่าเฉลี่ยสูงขึ้น  5.71 คิดเป็นร้อยละ 19.03

                                4. ผลการประเมินของครู หลังเข้ารับการอบรมโครงการการอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อส่งเสริมศักยภาพด้านการวิจัยชั้นเรียน โรงเรียนหนองสังข์วิทยายน พบว่า ภาพรวมอยู่ในระดับมาก ค่าเฉลี่ย 4.26

เข้าค่ายคุณธรรม 5-7 ส.ค. 62

เมื่อวันที่ 5-7 สิงหาคา 2562 โรงเรียนหนองสังข์วิทยายน ได้จัดโครงการส่งเสริมพัฒนาวินัย คุณธรรม จริยธรรมนักเรียน
"กิจกรรมเข้าค่่ายคุณธรรม น้อมนำจิตอาสา" โดยนักเรียนที่เข้าร่วมอบรมครั้งนี้คือ นักเรียนในระดับชั้น ม.1 และ ม.4
ณ วัดอุดร บ้านหนองสังข์ ต.หนองสังข์ อ.แก้งคร้อ จ.ขัยภูมิ

67673108 1526577780800571 2262105643546574848 n 67691214 396450497645589 738813711547891712 n

67739089 367217243953192 7795829953974501376 n

67771407 2363650327016901 2765725489971593216 n67771418 877314022647417 4607937418216079360 n

67820665 1590691131071220 1810428504534155264 n

67971526 2348483058804867 8973482820869554176 n

68747995 501931203905173 1005236060541681664 n

อ่านเพิ่มเติม: กิจกรรมเข้าค่ายคุณะรรม น้อมนำจิตอาสา

Copyright © 2019 โรงเรียนหนองสังข์วิทยายน 181 หมู่ 2 ต.หนองสังข์ อ.แก้งคร้อ จ.ชัยภูมิ 36150 โทร. 044-810241 Rights Reserved.